8 กรกฎาคม 2024

ข้อสนับสนุนสำหรับการเทศนาแบบอรรถาธิบาย

อ่านบทความต้นฉบับภาษาอังกฤษที่ 9Marks
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2010
บันทึก (0)
Please login to bookmark Close
นักเทศน์ครับ ลองจินตนาการภาพพระเจ้านั่งอยู่ในที่ประชุมขณะที่คุณเทศน์ดูสิ สีหน้าของพระองค์จะเป็นแบบไหน
นักเทศน์ครับ ลองจินตนาการภาพพระเจ้านั่งอยู่ในที่ประชุมขณะที่คุณเทศน์ดูสิ สีหน้าของพระองค์จะเป็นแบบไหน

การเทศนาแบบอรรถาธิบายคืออะไร การเทศนาใดๆ จะเป็นแบบอรรถาธิบายได้ หากเนื้อหาหรือเจตนาของคำเทศน์นั้นถูกกำกับด้วยเนื้อหาและเจตนาของพระธรรมที่เจาะจงตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ นักเทศน์กล่าวสิ่งที่พระธรรมตอนนั้นกล่าวไว้ และพระเจ้าปรารถนาให้พระธรรมตอนนั้นเกิดผลในผู้ฟังอย่างไร นักเทศน์ก็มีความตั้งใจให้คำเทศนาของเขาเกิดผลผ่านทางพระธรรมที่ถูกเลือกไว้อย่างนั้น

นักเทศน์ครับ ลองจินตนาการภาพพระเจ้านั่งอยู่ในที่ประชุมขณะที่คุณเทศน์ดูสิ สีหน้าของพระองค์จะเป็นแบบไหน จะเป็นแบบ “นั่นไม่ใช่ที่เราอยากจะบอกในพระธรรมตอนนั้นของพระคัมภีร์เลย” หรือจะเป็น “ใช่ นั่นแหละคือสิ่งที่เราตั้งใจไว้”

ข้อสนับสนุนทางพระคัมภีร์สำหรับการเทศนาแบบอรรถาธิบายเริ่มต้นด้วยการเชื่อมโยงกันระหว่างของประทานที่พระคริสต์ผู้เสด็จสู่สวรรค์ได้ประทานให้แก่คริสตจักรในการเป็นศิษยาภิบาลกับอาจารย์ (เอเฟซัส 4:11) กับคำกำชับสำหรับศิษยาภิบาลกับอาจารย์จากพระคัมภีร์ที่บอกว่า “จงประกาศพระวจนะ”  (2 ทิโมธี 4:2) คนที่เทศนาควรจะเทศน์จากพระคัมภีร์ของเขา

บางที พระธรรมกิจการก็น่าจะเป็นที่แรกที่แสดงให้เห็นได้อย่างดีที่สุดถึงความถูกต้องในการระบุว่าการเทศนากับการเทศนาพระวจนะเป็นสิ่งเดียวกัน  ในพระธรรมกิจการ วลี “พระวจนะของพระเจ้า” ถูกใช้เป็นข้อความย่อสำหรับใจความสำคัญของการเทศนาของอัครทูตเสมอตัวอย่างเช่น ในกิจการ 6:2 บรรดาอัครทูตกล่าวว่า “การที่เราจะละเลยพระวจนะของพระเจ้า … ก็ไม่สมควร” (ยังมีอีกใน กิจการ 12:24 12:24; 13:5, 46; 17:13; 18:11) วลีนี้ยังปรากฏบ่อยๆ ในอีกคำหนึ่งคือ “พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (8:25, 13:44; 15:35-36 และที่อื่นๆ อีก) และมักจะถูกย่อเหลือ “พระวจนะ” (เปรียบเทียบ 4:29; 8:4; 11:19) ในพระธรรมกิจการ มีการระบุถึงความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนและอย่างคงเส้นคงวาระหว่างการเทศนาของอัครทูต กับวลีที่ว่า “พระวจนะของพระเจ้า”

แม้ใจความสำคัญของการเทศนาแบบอัครทูตคือข่าวดีเรื่องการคืนดีกับพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ แต่สารนั้นก็ได้รับการประกาศและอธิบายไว้โดยทางการอธิบายพระคัมภีร์เดิมเกือบจะทุกครั้ง  ดังนั้นการเทศนาในยุคพันธสัญญาใหม่จึงเกี่ยวข้องกับการเทศนา “พระวจนะของพระเจ้า” และองค์ประกอบสำคัญสำหรับการเทศนาดังกล่าวก็คือการอธิบายพระคัมภีร์เดิม นี่จึงนำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า พระคัมภีร์เดิมจะต้องเป็นส่วนหนึ่งในกรอบความคิดของเราใน “พระวจนะ” ที่จะถูกนำไปเทศน์ ซึ่งข้อสรุปนี้ได้รับการยืนยันโดยคำยืนยันทั้งทางตรง (เช่น 2 ทิโมธี 3:16; โรม 3:2) และทางอ้อม (เช่น โรม5:14) ของพันธสัญญาใหม่

ดังนั้น “พระวจนะ” ในที่นี้ก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซู ดังที่ถูกพยากรณ์ไว้แล้วในพันธสัญญาเดิมและบัดนี้ก็ได้รับการอธิบายในคำเทศนาของอัครทูต  นี่คือพระวจนะที่ใช้ในการ “กล่าว” (กิจการ4:29) “ประกาศ” (13:5) และถูก “รับ” (17:11) ไว้ในฐานะ “พระวจนะของพระเจ้า” การระบุถึงสิ่งเดียวกันนี้ได้รับการยืนยันตลอดจดหมายฝากของเปาโล ท่านเรียกสารที่ท่านประกาศว่า “พระวจนะของพระเจ้า” (2 โครินธ์ 2:17, 4:2; 1 เธสะโลนิกา 2:13) หรือไม่ก็แค่ “พระวจนะ” (กาลาเทีย 6:6)  อย่างไม่ลังเล

แม้แต่ในบริบทคำกำชับที่เปาโลให้ทิโมธี  “เทศนาพระวจนะ” ก็ยังมีการยืนยันถึงการเป็นสิ่งเดียวกันระหว่างการเทศนาและการเทศนาพระวจนะของพระเจ้า ทิโมธีคงจะรู้ในทันทีว่าคำว่า “พระวจนะ” ที่เปาโลหมายถึงคืออะไร  อย่างที่ชีวประวัติของทิโมธีได้เน้นย้ำ พระวจนะนั้นรวมถึงทั้งที่เป็น “พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์” และสารของอัครทูต ซึ่งก็คือ “สิ่งที่ได้เรียนรู้แล้วและเชื่ออย่างมั่นคง และท่านก็รู้ว่าท่านเรียนมาจากใคร” (2 ทิโมธี 3:10-17) อย่างไม่ต้องสงสัย

บทสรุปที่เราจะได้จากตรงนี้ก็คือ “พระวจนะ” ที่เราเทศนานั้นต้องเป็นเนื้อหาของความจริงที่ประกอบด้วยพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมและการสอนเรื่องพระคริสต์ของอัครทูต ซึ่งก็คือ พันธสัญญาใหม่  ดังนั้น การถือว่า “พระวจนะ” กับพระคัมภีร์ของเราเป็นสิ่งเดียวกันนั้นถูกต้องและเหมาะสมแล้ว นี่แหละคือสิ่งที่ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นอาจารย์ผู้สอนจะต้องสอน งานของเราคือการประกาศ “พระวจนะ” ที่พระเจ้าได้ตรัส ที่ได้รับการรักษาไว้ในพระคัมภีร์ และได้มอบหมายให้กับเรา  ชีวิตฝ่ายวิญญาณของประชากรของพระเจ้าขึ้นอยู่กับพระวจนะนี้ (เฉลยธรรมบัญญัติ 8:3) นั่นคือเหตุผลว่าทำไมนักเทศน์ที่ยังอายุยังน้อยจึงถูกกำชับให้ “อุทิศเวลาให้กับการอ่านพระคัมภีร์ในที่ประชุม ให้กับการเทศนาและสั่งสอน” (1 ทิโทธี 4:13) ถ้าหากคำกำชับนี้ครอบคลุมมายังเราในทุกวันนี้ (ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเช่นนั้น) ดังนั้นแหล่งข้อมูลของการเทศนาของเราก็ควรจะครอบคลุมพระคัมภีร์ทั้งหมดของเราอย่างเท่าๆ กัน

แล้วสิ่งนี้จะมีหน้าตาอย่างไร? ในการเตรียมคำเทศนาของเรา สิ่งนี้ก็จะเหมือนกับการเอาข้อพระธรรมของพระวจนะพระเจ้าที่กำหนดไว้มาศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อที่เราจะ “นำถ้อยคำแห่งความจริงไปใช้ได้อย่างถูกต้อง” ส่วนบนธรรมาสน์ สิ่งนี้ก็จะดูเหมือนกับภาพที่เราเห็นใน เนหะมีย์ 8:8 “และพวกเขาอ่านจากหนังสือ … อย่างชัดเจน และเขาก็อธิบายความหมาย ประชาชนจึงเข้าใจข้อความที่อ่านนั้น” พระเจ้าทรงทั้งมีพระประสงค์และพระสัญญาที่จะใช้คำเทศนาเช่นนี้เพื่อทำให้หนึ่งในเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของพระองค์สำเร็จ นั่นคือ เพื่อรวบรวมและการเสริมสร้างประชากรของพระองค์ขึ้นมา

อย่าพลาดเนื้อหาใหม่

บทความ คำเทศนา และศาสนศาสตร์ — ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

หมวดหมู่เนื้อหา

ไมค์ บูลมอร์
ไมค์ บูลมอร์
Mike Bullmore served for 25 years as senior pastor of Crossway Community Church in Bristol, Wisconsin and is now teaching and training pastors in multiple venues.